วันที่เข้าใจ

May 13, 2012

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเรา
ยังมีคนอื่นที่มีปัญหาที่ใหญ่กว่าเราเสมอ
และเมื่อเราผ่านจุดที่แย่ที่สุดของชีวิตมาแล้ว
เราจะเข้าใจว่าไม่มีอะไรในชีวิตที่เราต้องกลัวอีก
สิ่งที่เหี้ยที่สุด เจ็บที่สุด หนักที่สุด เราได้ผ่านมันมาแล้ว
ช่วงเวลานั้น มันยากสุดๆ เลย
มันแทบแบกรับไว้ไม่ไหว
แต่สิ่งที่เราคิดว่าจะไม่ไหว
วันต่อไป เดือนต่อไป ปีต่อไป.. เราจะเริ่มรับมันไหวเอง
เราเริ่มที่จะเรียนรู้กับมัน
จนวันที่เราผ่านมันมาได้ ไม่ว่าอะไรจะเข้ามา
มันก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ไม่มีอะไรที่จะแย่ไปกว่าที่เจอมาแล้วล่ะ
วันที่อ่อนแอที่สุด จะทำให้เราเข้มแข็งที่สุด
สิ่งที่ยังติดอยู่ในใจ คือ ความรู้สึก
มันฝังอยู่ข้างใน เก็บไว้ลึกที่สุด
ไม่มีใครหรือแม้แต่ผู้ใดจะได้รู้
..มีแต่ตัวเรา
มันจะถูกเผยออกมาในวันที่เราหมดแรง หมดใจ
หรือไม่ ความรู้สึกนั้นมันก็จะตายไปกับเรา
สิ่งที่ไม่มีใครจะได้รู้
มีแค่ตัวเราคนเดียว เท่านั้น

ทุุกคนล้วนต้องผ่านจุดที่แย่ที่สุดในชีวิตกันมาทั้งนั้น
และสิ่งนั้นที่เรียกว่า ประสบการณ์ชีวิต
คนที่มีความเข้มแข็งมากๆ ย่อมต้องเคยผ่านช่วงที่อ่อนแอมากๆ มาก่อนเช่นกัน
มันทำห้เค้าเข้าใจชีวิต เข้าใจผู้อื่น
มนุษย์ทุกคนล้วนมีวิธีเยียวยาตัวเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ทุกเรื่อง
ทุกคนจะต้องมีภูมิต้านทานของตัวเอง
ขึ้นอยู่จะรู้สึกตัวช้าหรือเร็ว
คนที่ใช้ชีวิตได้เยอะ เข้าใจชีวิตได้เร็ว
ก็จะหาหนทางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เร็วเช่นกัน
ประสบการณ์มีแต่ดีกับดี
ไม่ว่าประสบการณ์ในชีวิตที่เคยผ่านมาจะดีหรือเลวก็ตาม
วันนี้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น เข้มแข็งมากขึ้น
สิ่งที่แย่ที่สุดเราได้ผ่านมันมาแล้ว
ช่วงชีวิตที่เจอกับการสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป
คงไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวอีกแล้ว

 

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด เราได้สูญเสียมันไปแล้ว

 

ยังคงมีความรู้สึกที่เก็บไว้ลึกๆ เท่านั้น
ระลึกถึงทุกครั้ง ความรู้สึกมันจะไม่หายไป
มันจะคอยเตือนใจเราตลอดเวลา
และมันทำให้เราเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตต่อไป

จงมีกำลังใจทุกครั้งหลังจากที่ท้อ
จงมีแรงใหม่ทุกครั้งหลังจากที่ร้องไห้
ไม่มีใครแพ้ตลอดปีตลอดชาติหรอก

พอผ่านมันมาช่วงระยะเวลานึง
เราจะพูดกับตัวเองว่า “ชีวิตมันก็เท่านี้..”

Shima Uta

March 18, 2012

ฟังแล้ว….

คิดถึง บางอย่าง ที่ไม่รู้ว่า คืออะไร

ความฝัน ชีวิตที่ผ่านมา ความรู้สึกที่มี สิ่งที่เคยคิด

รู้สึกเหมือนอยากพักผ่อนจากอะไรบางอย่าง

เหมือนจะร้องไห้ และยิ้ม แต่เป็นความรู้สึกที่มีความสุข

เพลงนี้นี่มันอะไรกัน ให้ความรู้สึกที่ประหลาดจัง

ค่อยๆ เรียนรู้

March 15, 2012

ObTra พูดว่า:
วันเสาร์ทำไรมั่ง
if พูดว่า:
หลายอย่าง
ObTra พูดว่า:
กะแม่หรอ
if พูดว่า:
ทำไม
ObTra พูดว่า:
ถามไม่ได้หรอ
if พูดว่า:
ได้แต่ไม่บอก
ObTra พูดว่า:
ทำไมถึงไม่บอกจะปิดบังไปทำไม
if พูดว่า:
เอาดินมาใส่ขนุนทำไม
ObTra พูดว่า:
ไม่บอก
if พูดว่า:
ทำไมถึงไม่บอกจะปิดบังไปทำไม
ObTra พูดว่า:
เหมือนเธอนั่นแหละ
if พูดว่า:
วันนั้นเราถาม ทำไมไม่บอก
ObTra พูดว่า:
เธอชอบปิดบังเราเลยไม่บอก
if พูดว่า:
เทอก้ชอบปิดบังเราเลยไม่บอก
ObTra พูดว่า:
มีเรื่องไรที่เราปิดบ้างหรอ
บอกมาสิ เธอถามไรเราก็บอกหมดแหละ
if พูดว่า:
แล้วทำไมวนนั้นไม่บอก
ObTra พูดว่า:
แล้วรู้สึกยังไงที่แค่ถามแล้วก็ไม่บอก
if พูดว่า:
ไม่ได้รุ้สึกอะไร แล้วเทอรุ้สึกยังไง
ObTra พูดว่า:
ไม่รู้สึกอะไรแล้วจะอยากรู้ไปทำไม
เรารู้สึกนะ
if พูดว่า:
ก็เราอยากให้เทอรุ้สึก
ObTra พูดว่า:
รู้สึกอะไร
if พูดว่า:
รุ้สึกอย่างที่เทอรุ้สึก
ObTra พูดว่า:
เรารู้สึกมาตั้งนานแล้วนะ แต่เธอคงไม่เข้าใจหรอก
if พูดว่า:
เทอเข้าใจเราไหมละ
ObTra พูดว่า:
เราเข้าใจในส่วนที่เธอมีกำแพงกับทุกคน
ในเมื่อเธอเลือกจะทำอย่างนั้นก็เชิญปิดใจเธอต่อไป
if พูดว่า:
จะเข้าใจแบบนั้นใช่ไหม
ObTra พูดว่า:
แล้วทำตัวแบบนั้นรึป่าวล่ะ
if พูดว่า:
ไม่
ObTra พูดว่า:
เธอบอกว่าไม่ แต่การกระทำเธอมันใช่
if พูดว่า:
คิดว่าเราจะคิดแบบเดียวกันกับเทอไหม
เทอทำตัวแบบเดียวกันรึป่าว
ObTra พูดว่า:
เธอเห็นว่าเราทำไหมล่ะ
if พูดว่า:
แล้วทำตัวแบบนั้นรึป่าวล่ะ
ObTra พูดว่า:
หลังๆเราไม่ทำแล้ว
แต่ตอนนี้เรากำลังจะทำ
if พูดว่า:
แล้วแต่เทอ
ObTra พูดว่า:
แล้วทำไมเรื่องนี้มาจบที่เราล่ะ
if พูดว่า:
55555555 เทออ่อน
ObTra พูดว่า:
ที่เราพูดมาเราไม่ได้เล่นกวนตีนกะเธอนะ
if พูดว่า:
แล้วเทอต้องการไร
ObTra พูดว่า:
เราแค่อยากจะรู้ว่าเทอทำไมต้องปิดบังเวลาถาม
if พูดว่า:
เราไม่ได้ปิดบังนะ แต่เราอยากให้เทอรุ้จักเส้น
เทออยากรุ้เรือ่งคนอื่น เทอเคยสนใจไหมว่าคนอื่นอยากบอกไหม
ObTra พูดว่า:
นี้เราล้ำเส้นเธอขนาดนั้นเลยหรอ
if พูดว่า:
ขนาดไหน วัดได้ด้วยหรอ
ObTra พูดว่า:
จากสิ่งที่เราทำกะเธอบ่อยๆนั้นแหละ มันเห็นได้
if พูดว่า:
เทอแค่ไม่รุ้จักจังหวะ
เทอจะเอาแต่คำตอบ เทอแคร์เราจิงรึป่าว
เราอยุ่ในช่วงเวลาอยากพูดไหม เรากำลังอึดอัดกับคำถามรึป่าว
ObTra พูดว่า:
คำถามเรามันทำให้เธอึดอัดรึไง
if พูดว่า:
บางครั้ง
ไม่ได้อยุ่ในช่วงเวลาที่อยากตอบ
ObTra พูดว่า:
ส่วนใหญ่เราถามว่าทำอะไรไม่ใช่หรอ
if พูดว่า:
แล้วเราตอบไหม
ObTra พูดว่า:
ไม่ค่อยอยากตอบไง
if พูดว่า:
เราตอบคำถามแรกเทอเสมอนะ
แต่เราไม่เข้าใจทำไมต้องถามอีก
ให้ลึกลงไปอีก
เราว่าเราไม่เคยทำแบบนั้นกับเทอนะ
ถ้าเรารุ้สึกว่าสิ่งที่เราถามมันกำลังทำให้เทออึดอัด เราจะไม่ถามต่อ
ObTra พูดว่า:
เธอคิดมากเกินไปแล้วนะ
แค่ถามว่าทำอะไรกับใคร
มันน่าอึดอัดตรงไหน
if พูดว่า:
เราไม่อึดอัด แต่เราแค่ไม่ตอบ
แล้วเทอจะมาคิดมากเกินไปทำไม
เราแค่ไม่ตอบทำไมต้องคิดว่าเราปิดบังง
เทอคิดมากกว่าเรามาก
ObTra พูดว่า:
เพราะเธอชอบอ้ำอึ้ง
ทำให้เรายิ่งสงสัยว่าทำไม
if พูดว่า:
เราตอบคำถามแรกเทอเสมอ
แต่คำถามสอง สาม สี่ เรามักคิดก่อนว่าถามทำไม
ถ้าเราไม่ตอบแล้วจะเปนยังไง
และทุกครั้งเทอก็ต้องอยากรุ้ให้ได้เสมอ
ObTra พูดว่า:
ทำไมเธอต้องคิดขนาดนั้น
if พูดว่า:
คิดอะไร
ObTra พูดว่า:
คิดว่าถามทำไม
if พูดว่า:
มันเปนเอง
ObTra พูดว่า:
เธอระแวงทุกคนเลยหรอ
if พูดว่า:
เทอคิดมากไปป่าว
ก็แค่คิดว่าทำไม ไม่ได้หมายถึงว่าระแวง
ObTra พูดว่า:
ส่วนใหญ่ถ้าคิดขนาดนั้นจะทำกับคนที่ระแวงไม่ใช่หรอ
if พูดว่า:
คิดไปเองรึป่าว
ส่วนใหญ่อาจใช่ แต่เราไม่ใช่ส่วนใหญ่
ObTra พูดว่า:
คำถามเรามันไม่มีอะไรน่าคิดด้วย
เราเคยคิดกับคำถามที่คนอื่นถามมาจากแค่เพื่อนร่วมงานแค่นั้นแหละ
จะตอบอะไรต้องระวังตัว
if พูดว่า:
นั่นมันความคิดเทอ
มันไม่ได้หมายความว่าเราต้องระวังตัวไปด้วย
เทอแค่ไม่รุ้จักจังหวะและอารมณ์ของคนที่คุยอยุ่ด้วย
ObTra พูดว่า:
เราไม่เห็นหน้าเธอนิ
if พูดว่า:
แค่เราพิมว่าทำไม เทอน่าจะรุ้แล้วว่าเราไม่อยากตอบ
เทอไม่รุ้หรอ
ObTra พูดว่า:
รู้ แต่เธอทำแบบนั้ตลอด
if พูดว่า:
ก้เพราะเทออยากรุ้ตลอด
เราไม่เคยถามเทอซ้ำซ้อน
ไม่ใช่เรือ่งปิดบังอะไร แต่เราแค่ไม่อยากบอก
ไม่ใช่แค่กับเทอ ใครก้ตาม แค่ถามว่ากินข้าวยัง แล้วยังจะถามว่ากินกับอะไร กินกี่จาน
เปนเราจะไม่ตอบ เราไม่รุ้คนอื่นจะตอบทุกคำถามไหม
เราไม่ได้ไม่อยากบอกว่ากินกับอะไร แต่เราแค่ อยากรุ้ไปทำไม
ไม่ได้คิดไรมากไปกว่านี้
ObTra พูดว่า:
เธอลองลดความคิดเธอลงนิดหน่อยนะ
ลองถามคนอื่นบ้างดูสิ
เขาก็ตอบไปไม่ได้คิดอะไร
if พูดว่า:
แน่ใจ
เราลองแล้ว
ObTra พูดว่า:
ไปถามใครมาล่ะนิ
if พูดว่า:
หลายๆคน เราว่าเราปกติ ไม่ได้คิดมาก
อย่างที่เทอกล่าวหา
ObTra พูดว่า:
เธอไปเจอคนกลุ่มไหนเนี่ย
เพื่อนที่ทำงานหรอ
if พูดว่า:
ทุกกลุ่ม ทุกสังคม
ObTra พูดว่า:
เราเจอแต่คนที่ตอบมาโดยไม่ถามว่าทำไมนะสิ
if พูดว่า:
เรายังเคยลองกับไก่เลย
ถามอันนี้ แล้วถามลึกไปอีก ทำไม ยังไง
น้ำเสียง หรืออะไรมันจะทำให้เรารุ้ว่า คนนี้เริ่มไม่อยากตอบแล้ว
แล้วเราก็ลองถามไปอีก อยากรุ้ให้ได้ มันก็ทำเหมือนเรา เสียงสูงใส่เราอีก ทำไม๊
เราก็เลยคิดว่า เราปกติดี ไม่ได้คิดมากอะไร
ObTra พูดว่า:
ถามไก่มานานรึยัง
if พูดว่า:
นาน เรือ่งเล้กน้อย
เรารุ้นะว่าตอนคุยมันไม่ได้อยุ่ในอารมณ์ที่จะคุย
เราต้องรุ้จักจังหวะกับคนที่คุย
ไม่ตอบ ก็จบ ไม่คิดต่อ
มันไม่บอกก็ไม่บอก เรือ่งของมัน เราคิดแบบนี้เสมอ
ObTra พูดว่า:
ได้ งั้นเราจะเกรงใจเธอให้มากขึ้น
if พูดว่า:
มันไม่ใช่เรือ่งต้องมาเกรงใจ หรือทำตัวระวัง ระแวงอะไร
แค่ต้องรุ้จักจังหวะและอารม
แค่นั้นเอง
ObTra พูดว่า:
เราพิมคุยกะเทอเราจะเห็นอารมณ์เธอได้ไงล่ะ
if พูดว่า:
ก้อย่างที่บอก ดูจากการโต้ตอบสิ
อย่างเราพิมทำไม เทอคิดว่าเราอารมยังไง
เทอจะหยุดถามหรือยังจะอยากถามต่อ
ObTra พูดว่า:
เพราะเธอชอบถามเราตลอดว่าทำไม
เราเลยเลิกสนใจเรื่องนั้นไป
if พูดว่า:
ลองดูใหม่
ObTra พูดว่า:
ไม่เอา เราไม่ทำแล้ว
if พูดว่า:
เราไม่ได้หมายถึงว่าห้ามถามต่อนะ หรือเมือ่ไรพูดว่าทำไม เทอต้องหยุดนะ
แต่มันเปนเรือ่งตอนนั้น เทอต้องเรียนรุ้เอาเอง
เทอคุยกับคนเทอจะไม่รุ้เลยหรอ ว่าคนนั้นเค้ารุ้สึกยังไงอยุ่
นำเสียง หรือคำพูด ข้อความที่พิม เราว่าน่าจะรุ้นะ
อย่างเราพิมกันว่าเหี้ย เทอคิดว่าด่าไหม แต่ถ้าพิมเหี้ยกับคนอื่นละ มันจะคนละความรุ้สึก
เรารุ้ว่าเราพิมเหี้นสัสกับเพือ่นได้ คนนี้ไม่โกด แต่บางคนถ้ามันอยุ่ในอารมณ์แบบนี้ เราพิมไปว่าสัส เราต้องรุ้แล้วว่ามันไม่สัสขำๆแล้ว
ObTra พูดว่า:
เวลาเราคุยกะเพื่อนแค่ไม่อยากเอาไรมาคิดมากแค่นั้นแหละ
เราเหนื่อยที่จะต้องคิดกับทุกๆคน
แค่อยากปล่อยอารมณืให้สบายๆบ้าง
if พูดว่า:
เทอก็ปล่อยไปสิ
เรายังปล่อยเลย เราไม่อยากตอบก็ไม่ตอบ
เทอก็ต้องปล่อยไป เทอจะเกบมาคิดทำไมว่าเราปิดบังอะไรรึป่าว
ObTra พูดว่า:
เราจะปล่อยเธอไปแล้วล่ะ
if พูดว่า:
เราอยากให้เทอเข้าใจมากกว่านะ
แต่ถ้าไม่ก็ไม่เปนไร เราเฉยๆ
ObTra พูดว่า:
เราเข้าใจแต่เราไม่อยากจะคิดเวลาคุยกะเพื่อนเฉยๆ
if พูดว่า:
ดี ไม่ต้องไปคิดไรลึก ปล่อยๆไป

 

*ได้อะไรเยอะนะจากการแชทครั้งนี้ เหมือนได้ทบทวนตัวเอง

 

คุยกับตัวเอง

December 15, 2011

ใกล้สิ้นปี อากาศหนาว เราชอบอยู่กับตัวเอง ใช้เวลาสงบๆ ช่วงสิ้นปีคิดทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมา ทำอะไรไปบ้าง มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เคยทำไม่ดีกับใครไว้ไหม ที่ผ่านมามันโอเคไหม อยากลองเปลี่ยนแปลงอะไรรึป่าว โอเครึยัง ได้คุยกับตัวเองบ้างมันก็ดี เราชอบอยู่กับเพื่อน ชอบความสนุก มีความสุขทุกครั้ง เรารักเพื่อนนะซึ่งเพื่อนก็อาจยังรักเราไม่พอ แต่เราก็ไม่สนหรอก เราซื่อสัตย์กับตัวเอง เออว่าไป นึกๆดู มีนิสัยอะไรบ้างที่เปนตัวเราและเราก็ภูมิใจกับมันบ้างนะ อืม…เรามีนะ เราชอบตัวเองที่เปนแบบนี้ บางครั้งเราก็หลงรักตัวเราเอง เราชอบอยู่อย่างง่ายๆ สบายๆ ใช้ชีวิตเย็นๆ ไม่รีบเร่งร้อน จะเริ่มต้นปีใหม่อีกปีละ เค้าว่าโลกจะแตกนี่ อีกใจรู้สึกดีนะเหมือนสิ้นสุดกันสักที วูบเดียวสูญสลายหายวับไปหมด ไม่เหลืออะไร ไม่เหลือสิ่งใด ไม่มีประวัติศาสตร์ ไม่มีวิวัฒนาการ ไม่มีอนาคต แต่อีกใจก็ยังแอบคิดปีหน้าจะเปนยังไง ชีวิตจะเปนยังไงต่อนะ อยากรู้จัง เหมือนรอดูละครตอนต่อไปหลังโฆษณา แสดงโดยตัวเราเอง ไม่มีพลอต อิมโพไวซ์กันสดๆ พอครบปีก็มานั่งทบทวนตัวเองอีก ลุ้นว่าฉากต่อไปของชีวิตจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้ก็มีเรื่องอยากเหวี่ยงไปให้พ้นๆเหมือนกัน แต่ก็ยาก ปัญหาคือ คนเราเกิดมาเพื่อทำงาน9โมงเช้าถึง6โมงเย็น อาทิตย์ละ 5วัน จนเกษียณอายุราว 50 …หรอ ใครเป็นคนต้นคิดแบบแผนนี้วะ

สิ้นปีคงอยู่กับครอบครัวในวันปีใหม่อย่างมีความสุข แต่มีทุกข์ปนนิดๆ อะไรนะหรอ การใช้ชีวิตทำงานไง เหมือนเปนภาคบังคับของชีวิต สิ่งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกต้องทำและต้องเจอ วันไหนหลุดจากสิ่งนี้ได้ จะมาสอนลูกสอนหลานกันใหม่เลยถึงการเลิกใช้ชีวิตในแบบภาคบังคับ พอกันเสียทีสิ่งที่ต้องทำช่วงอายุ22-60 คิดดูกินเวลาเกือบทั้งชีวิตเราเลยนะ มีความสุขก็ดีไป แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่! กว่าจะสิ้นสุดชีวิตภาคบังคับ บางคนตายก่อน บางคนอยู่ได้อีกไม่เท่าไรตาย เผาผลาญเวลาเยอะจังแหะ

ช่วงน้ำท่วม เราไปอยู่ตจว.ทั้งที่ไม่อยากไปไม่เคยคิดอยากไปอยู่เลยด้วยซ้ำ แต่มันเปลี่ยนความคิดเราไปเลย เพราะชีวิตมันง่ายมาก จังหวะการใช้ชีวิตช้าลง มีความสุขง่ายขึ้น แทบไม่อยากกลับมาทำงานกรุงเทพ แต่อย่างที่บอก เรายังหาทางออกกับการใช้ชีวิตทำงานภาคบังคับนี้ไม่ได้ หรือเราต้องการอิสระมากไป แต่ไงก็ช่าง ชีวิตเราจะมีความสุขเยอะกว่านี้แน่ แต่แค่ยังทำไม่ได้ในตอนนี้
หวังว่าวันนึงเราจะพบทางออก ขอให้เราโชคดี ขอให้ครอบครัวเรามีความสุข สุขสันต์วันปีใหม่ : อีฟ

ผู้อพยพ

November 25, 2011

 

แสนสุขสมนั่งชมวิหค อยากเป็นนกเหลือเกิน…
จังหวะดนตรีแบบนี้ที่คุ้นหูมาตั้งแต่เด็ก ความสุขแบบนี้คงต้องยกให้พ่อฉันละ
เสียงเพลงจากร้านข้าวที่ชอบมานั่งกินตอนเช้า ป้าคนเดิมเดินออกมาจากร้าน
พร้อมยิ้มด้วยความคุ้นเคย เหมือนรู้ว่าจะสั่งอะไร
“ข้าวหมูแดงหมูกรอบค่ะ” ป้ายิ้มอย่างอารมณ์ดี
ฉันชอบมานั่งกินข้าวร้านนี้ในตอนเช้า เพราะบรรยากศดี
นั่งที่โต๊ะม้าหินใต้ต้นไม้ใหญ่ มองเห็นผู้คนออกมาเปิดร้านทำมาหากิน
ลุงๆป้าๆใส่เสื้อกันหนาวที่ไม่คุ้นตา เด็กๆ ออกไปโรงเรียน
คนแก่ออกมานั่งหน้าบ้าน พูดคุยทักทายคนเดินผ่านไปมาด้วยความคุ้นเคย
ลมหนาวพัดมา อากาศแสนดีในตอนเช้า สำเนียงเหน่อของต่างจังหวัด
และเพลงที่เปิดในร้าน มันช่างเข้ากันดี ชีวิตต่างจังหวัดที่แสนจะเรียบง่ายโครตๆ
จังหวะของชีวิตเคลื่อนไปอย่างมีความสุขทีละน้อยๆ แต่มากขึ้นเรื่อยๆ
ความวุ่นวายทั้งหลายก่อนหน้านี้ มักทำให้หงุดหงิด หม่นหมอง
หลีกมาอยู่ในที่ๆไม่อยากอยู่ กลับเจอความสุขแบบไม่รู้ตัว
ในที่ๆไม่มีใครรู้จัก เรามักได้เจอน้ำใจจากคนเหล่านี้ ว่าไหม
คนที่เรารู้จัก หรือคิดว่าเค้าคงดีกับเรา บางทีก็อาจไม่เป็นอย่างนั้น
ฉันยังแอบคิด โชคดีที่เราไม่รู้จักกัน ไม่งั้นอาจไม่รู้สึกดีต่อกันขนาดนี้ก็ได้
คงเพราะไม่ได้คาดหวังอะไรมั้ง
ฉันนั่งปล่อยตัวเอง ให้เสพกับบรรยากาศและความรู้สึก ณ ขณะนั้นได้สักพัก
เหลียวมาดูเวลา ฉันต้องเรียกป้าเก็บตังและกลับไปสู่ชีวิตเดิมๆ แล้ว
ได้เวลาก้มหน้าก้มตาทำงาน อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ ในห้องสี่เหลี่ยมไปอีก 8ชม.
ทำในสิ่งเดิมๆ ที่ต้องทำเพราะต้องทำกันต่อไป
คงจะมีวันสิ้นสุดกับสิ่งนี้บ้างนะ

 

 

ปล.พรุ่งนี้เช้าจะแวะไปที่ร้านนี้อีก และฉันก็ไม่ต้องรีบกลับไปทำงานแล้ว เพราะมันวันเสาร์ เย่

เมื่อครั้งอยู่เกาหลี

September 7, 2011

เราห่างไกลจากความฝันออกไปทุกที
เรามีความฝันนะ เรามีสิ่งที่เรารัก เราเคยมีความสุขกับมัน
แล้วทุกวันนี้เราทำอะไรอยู่

ไม่ได้วาดรูปนานนแค่ไหนแล้ว ไม่ได้มีความคิดอยาทำนุ้นทำนี่นานแค่ไหนแล้ว
เราเคยมีโปรเจคในหัวมากมาย แค่คิดก็มีความสุข
เดินช้าๆ เราก็จะไป แต่ตอนนี้..
แค่จะคิดอะไรก็คิดไม่ออก สร้างสรรค์อะไรก็ไม่มีสักอัน
เรายอมเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ได้ทำสิ่งที่รัก
ยังดีซะกว่าทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา
เรากำลังฝืนหรืออ่อนแอ ท้อถอยนะ
ทำไมรู้สึกเหนื่อยได้ขนาดนี้
หนทางของเราหายไปไหน ฝันเราหายไปไหน

เราเคยอยากวาดรูป ทำโปสการ์ด มีแกลอรีโชว์ผลงาน
มีกระดาน กระดาษ จานสี ดินสอไว้วาดภาพ
มีต้นไม้เล็กๆ มีเพลงเบาๆ มีเก้าอี้ไม้
มีกระจกรอบร้านมองเห็นต้นไม้เป็นพุ่มๆ สลับกับดอกไม้ข้างนอก
มีบ้านเล็กๆ ริมคลอง อยู่กับธรรมชาติ
มีนิทรรศกาลศิลปะ ทำอะไรสนุกๆ กับเพื่อนร่วมฝัน
ทำอีแมกกาซีน จัดรูปเล่มตามสไตล์เรา
วาดเพ้นท์รูปลงกระเป็าผ้า มีสมุดลายวาดของเรา ปกซีีดีลายเส้นของเรา
สอนและสร้างแรงผลักดันให้เด็กๆ ที่รักศิลปะ
มีความคิดที่สะอาด

ฉันเฝ้ารอวันนั้น ฉันว่าฉันเคยเฉียดความฝันเหล่านี้มาแล้ว
แต่ด้วยบางอยางทำให้มันหายไป
ความฝันฉันหายไป

เรามีจิตใจที่สกปรกขึ้น เหนื่อยอ่อนล้ากับชีวิต
จิตป่วย กายแย่ แลกมาเพื่อ..อะไร

เราอยากมีอารมณ์วาดรูป มีพลังทำความฝันเหล่านั้น
ชีวิตจริงทำให้แรงบันดาลใจในการทำฝันมันหมดไป ทีละน้อย
มันเริ่มเลือนลาง หลงลืม ว่าเคยอยากทำอะไร ยึดมั่นจะเป็นสิ่งไหน
กรอบของชีวิตบังคับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งให้ทำในสิ่งตรงกันข้าม
เพื่อมีชีวิตอยู่รอด

ความสุขในครั้งนั้นยังจำได้
เพื่อนที่รักในศิลปะ พูดคุยแลกเปลี่ยน
ฝันของเรา ใกล้จะเป็นจริง
ได้โปรดเอาช่วงเวลาเหล้านั้นกลับมา
ฟื้นฟูสภาพจิตใจฉันที พลังในการทำฝันจงกลับมาอีกครั้ง
ฉันอยากลุยต่อไป แม้มันจะอีกไกล

เราไม่รู้ว่าเราร้องไห้ทำไม
อยากเอาฝันไปฝากพ่อ ใจมันอ่อนล้าจนอยากพัก
แต่เรายังทนสู้ เพื่อแค่ให้ทุกคนมีความสุข

เราร้องไห้ เพราะเราเสียดายความฝัน
เราเหนื่อยล้า เราอยากทำให้ดีกว่านี้

ความรัก

April 9, 2011

ตั้งแต่ฉันได้รู้จักผู้คนมา ก็ไม่ค่อยเห็นความรักที่ทำให้ฉันรู้สึกศรัทธาเท่าไรนัก

ฉันยังไม่เคยเจอคู่ที่มีความรักที่แท้จริง ฉันไม่รู้จักว่ามันเป็นยังไง มีอยู่จริงไหม

ฉันเห็นแต่ความรักที่ได้มาง่ายๆ และจบง่ายๆ ฉันไม่เข้าใจ

แต่ก่อนฉันเคยเชื่อในรักแท้ เชื่อแบบเพ้อฝัน เชื่อว่าคงต้องเจอใครอีกคนในสักวัน

แต่โตขึ้น ฉันเริ่มไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นยังไง

จนได้มาดูคลิปนี้ รู้สึกเหมือนจะศรัทธากับความรักขึ้นมา

อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันเข้าใจคำว่า “ความรักเป็นสิ่งสวยงาม”

ฉันรู้สึกว่าความรักของเค้าที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ มันดูสวยงามจริงๆ

ฉันรู้สึกดี ยิ้ม และน้ำตาคลอ

สำหรับฉันมันเป็นเรื่องยาก ซับซ้อนและอาจเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ

คนที่เราเชื่อกันว่าเกิดมาเพื่อเป็นคู่กัน….

ยอมรับในสิ่งที่ดี รักในสิ่งที่เราเป็น ไม่เบื่อที่จะมองหน้ากันทุกวันยันแก่
เสียสละเพื่อกัน นึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย

ยังมีอยู่จริงหรอ…

คนๆ นั้นมีอยู่จริงๆ หรอ

เพื่อน

February 4, 2011

ถ้ามันเป็นเรื่องยากเกินไปที่จะพูดสิ่งต่างๆ ที่อยากจะพูดออกมา
ก็ลองใช้วิธีเขียนมันออกมาดูละกัน

….มันเกิดขึ้นโดยที่คุณเองอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเราโตขึ้นและมีสิ่งอื่นๆ ที่ต้องทำในชีวิตมากมาย
การนัดเพื่อนซี้ไปช้อปปิ้ง หาไรกินกันจึงเป็นเรื่องไม่ได้อยู่ในความสำคัญในลำดับต้นๆ อีกต่อไป
กว่าจะมารู้ตัวว่าไม่ได้เจอหน้าหรือโทรเม้าท์กับเพื่อนซี้มานานก็อาจจะสายจนเป็นปัญหาซะแล้ว

สิ่งแรก..ที่คุณควรทำเลย ก็คือ
ทำความเข้าใจความสำคัญของการจัดการกับชีวิต คนเราเปลี่ยนกันได้

เมื่อก่อนคุณอาจเห็นว่าความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนสนิทเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
แต่ตอนนี้คุณอาจกำลังตั้งใจทำงานหรือทุ่มเทให้กับครอบครัว หรือคนรักอยู่ตลอดเวลา
มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากคุณจะรู้สึกอย่างนั้น
แต่มันก็ต้องมีเวลาบ้าง ที่คุณจะคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เคยอยู่กับเพื่อน
การแก้ปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องยากมาก..

“คุณแค่ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดยึดติดของตัวเองบ้าง และต้องพยายามให้มากกว่านี้เท่านั้นเอง
เพื่อนสนิท คือคนที่เราสามารถนั่งคุยและแบ่งปันกันได้ทุกเรื่อง
ทั้งเคยฉลองความสำเร็จและร้องไห้มาด้วยกัน..”

ถ้าคุณกำลังงานยุ่งมากๆ และไม่มีเวลาเจอกัน ก็โทรคุยกันบ้างก็ัยังดี
การได้คุยกันและได้ยินเสียงที่คุ้นเคยมันทำให้เราต่อกันติดได้ไม่ยากเลย
ถ้าความเห็นแก่ตัวของคุณมีมากขึ้น ในขณะที่คุณไม่ได้ให้สิ่งดีๆ กลับไปให้เพื่อนเท่าที่ควร
ไม่นานคุณก็ยิ่งเหลือที่ให้เพื่อนคุณได้มีส่วนร่วมในชีวิตของคุณน้อยลง
คุณควรจะเริ่มมองสิ่งต่างๆ รอบตัวให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น
สุดท้ายเพื่อนคุณจะเลิกเป็นฝ่ายโทรหาและจะไม่เสียเวลามาฟังคุณบ่นแต่เรื่องตัวเองนานๆ
บางทีคุณควรเลิกสนใจที่ตัวเองคนเดียวและเริ่มรับฟังเพื่อนบ้างว่าเขาต้องการอะไร
แทนที่คุณจะเป็นฝ่ายบ่นแต่ปัญหาของตัวเอง ลองหันมาถามเพื่อนว่า ชีวิตเธอเป็นยังไงบ้าง

“การวาดฝันชีวิตตัวเองจะส่งผลให้การใช้ชีวิตจริงของเราแย่ลง..
หากเราพยายามฝันหวานถึงสิ่งที่เราอยากให้เป็น มันก็เท่ากับว่าเรากำลังมุ่งมั่น
อยู่กับสิ่งที่ขาดมากกว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วในขณะนี้”

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตของเราต่างก็ยุ่งวุ่นวายขึ้นทุกวัน
และบางครั้งการติดตามถามไถ่หาเพื่อน ก็คงเป็นเรื่องเสียเวลา

สุดท้ายลองมองรอบตัวคุณดู ว่าคุณให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุดในตอนนี้
ได้หลงลืมใครไปบ้าง และยังเหลือใครบ้างที่ยังอยู่กับคุณ
จำนวนเพื่อนที่คุณเคยมี ลดลงบ้างหรือเปล่า
เพื่อนยังให้ความสำคัญคุณเท่าเดิมไหม นั่นเป็นเพราะอะไร

ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่ใช่เพื่อนแบบที่กล่าวมา แต่กำลัีงมีเพื่อนที่มีนิสัยแบบนี้
ทางที่ดีคุณต้องค่อยเป็นค่อยไปและให้โอกาสเขากลับตัวกลับใจ..บ้าง

: Cleo magazine

Protected: we

January 27, 2011

This post is password protected. To view it please enter your password below:

be strong, be happy

October 20, 2010

อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเยี่ยมพ่อเพื่อนที่รพ.นครนายก

ขาไปแวะมหาลัย เรียนจบก็ไม่ค่อยได้เข้าไป อะไรๆก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน
มหาลัยชานเมือง บรรยากาศดี คิดถึงความสุขเก่าๆนะ
จากนั้นก็ไปรพ. พ่อเพื่อนในกลุ่มป่วยมาก หมอบอกให้ทำใจ เกลียดคำนี้ชะมัด
เราไม่แน่ใจว่าถ้าบอกให้เพื่อน มีศรัทธาให้ถึงที่สุด มันจะดีไหม
สุดท้ายมันอาจจะเจ็บแบบเดิมรึป่าว เพราะเมื่อตอนพ่อเรา เรามีศรัทธามาก
เราไปฝากความหวังกับศรัทธาเกินไปรึป่าวก็ไม่รู้
เราไม่เคยคิดว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามอย่างที่เห็น
เราเชื่อว่ามันต้องมีทางออกเสมอ จนถึงในที่สุดเหมือนเราศรัทธามากก็เจ็บปวดมาก
เราอาจจะยังไม่ได้พยายามให้ดีที่สุดก็ได้

เราอยากให้แอนพยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำได้ให้ที่ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด
และมีศรัทธาจนวินาทีสุดท้าย แค่คำพูดหมอไม่จำเป็นต้องเป็นจริงเสมอไป
ยิ่งหมอสมัยนี้ ห่วย..
ชีวิตคนหนึ่งคน สิ่งที่เค้าจะหวังพึ่งพิงเป็นสิ่งสุดท้ายคือหมอ
คุณไม่ใช่แค่รักษา แต่คุณต้องรักษาให้ถึงที่สุดต่างหาก
คุณใช้ความพยายามกับตรงนี้มากพอรึยัง อะไรก็เป็นไปได้
เราเลิกเชื่อมั่นในโรงพยาบาลไปตั้งนานแล้ว
และสิ่งที่เวลาคุณพูดกับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ควรไตร่ตรองและแสดงอาการกิริยาที่มันสมควร
ถึงเราไม่ใช่ญาติกันแต่มันก็เป็นจรรยาบรรณของคุณ
จะว่าไปเราจะไปหวังพึ่งพิงอะไรคุณได้ คุณก็แค่ หมอ..

เรารู้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากที่สุด
อยากจะผ่านหรือหลับตาแล้วตื่นมาอีกทีแล้วทุกอย่างผ่านไปเลย
เรานึกย้อนไปตอนนั้น ช่วงนั้นเราต้องการคำพูดแบบไหน
ต้องการกำลังใจจากใคร ต้องการอะไร
เราคิดย้อนไปแล้วก็รู้ว่า เราไม่ได้ต้องการอะไรจากใครทั้งสิ้น
เราแค่ต้องการให้ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ เราต้องการแค่ครอบครัวเรากลับคืนมา
เราไม่สนใจใครทั้งนั้นในโลกนี้ เราสนใจแค่เท่านี้

สิ่งที่เราทำได้ให้แอนได้เต็มที่และดีที่สุดในตอนนี้
คือเอาใจใส่ เป็นกำลังใจ และคอยอยู่เคียงข้าง

ฉันไม่แน่ใจว่าถ้าฉัน ต้องเป็นคนที่ต้องไปนอนตรงนั้น
ฉันจะต้องการอะไร จากใคร อีกรึป่าว
หรือแค่ต้องการนอนหลับตลอดไป

ขากลับเราแวะดื่มชากันที่แถวมหาลัย
ร้านนี้เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราอยากคิดที่จะทำอะไรร่วมกัน
ช่วงเวลาที่ดื่มชา กินเค้ก พูดคุย มีความสุขว่ะ อยากให้มีช่วงเวลาแบบนี้ทุกวัน
อยู่ในสวน มีต้นไม้ นั่งคุย แลกเปลี่ยนกัน แค่นึกถึงก็ยิ้มได้ทุกที
ฉันเบื่อสังคมและชีวิตที่วนซ้ำไปซ้ำมาอย่างทุกวันนี้แล้ว “ฉันรักเพื่อนของฉัน จริงๆ”

จริงๆแล้วชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย
แค่ได้ทำในสิ่งที่รัก เห็นครอบครัวมีความสุขและมีเพื่อนที่ดี เท่านี้ก็พอแล้ว


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.